คาปิบาร่ากลับบ้าน❸

posted on 19 May 2015 09:08 by ladysleepy

.

.

ตอนนี้ฉันฟังเพลงของ Priscilla Ahn ไปด้วยขณะที่เขียนเอนทรี่นี้ค่ะ
ชื่อเพลงว่า Fine On The Outside เนื้อหาเศร้า เหงา หงอย
แต่ฉันก็ชอบบรรยากาศของเพลงมาก และร้องคลอตามได้เบาๆ
อย่างที่ไม่รู้สึกเบื่อเลยซักที..

ฉันถึงเกียวโตในตอนสายๆของวันที่ 11 มีนา
นั่งรถไฟจากสถานีชินอิมามิยะ มาลงที่เกียวโต
ระหว่างทางเต็มไปด้วยความตื่นใจ เพราะใจฉันเองล้วนๆไม่มีใครผสม ฮ้าๆ
เรานั่ง hankyu kyoto line ไปช้าๆ ฉันชอบเบาะสีเขียวกำมะหยี่ของที่นี่มาก
มันเหมือนเรานั่งบนเห็ดที่มีมอสจับ..แถมยังมีฮีทเตอร์อุ่นๆจนร้อนอีกตั้งหาก
ฉันแวะเข้าห้องน้ำที่สถานี Awaji ระหว่างนั้นก็มีความคิดชั่ววูบในหัว
ว่าไม่กลับไปหาเพื่อนแล้วดีมั้ยนะ?
แค่คิดค่ะ..พอกลับไปจริงๆ เค้าก็โวยวายฉัน
บอกว่าเขียนแปลนไม่ดี เขียนโง่ๆแบบนี้ไม่รู้ว่าจะนั่งสายไหนไปไหนต่อ
เต็มไปด้วยอารมณ์ ฉันเลยพูดไปด้วยอารมณ์ว่าไม่เคยมาเหมือนกันโว๊ย
และคิดในใจว่าถ้าอยากไปไหนคล่องแคล่วโดยไม่หลง
และไม่ต้องดูแปลนโง่ๆของฉัน ก็จงเขียนมาเองซิ(วะ)
แล้วรถไฟขบวนต่อไปที่ต้องขึ้นก็อยู่ตรงหน้าพวกเรานั้นแหละ!

นั่นคือความขุ่นข้องหมองใจเล็กๆของฉันค่ะ

จากนั้นคนที่มีปัญหากับฉันก็หลับไป
ฉันก็หันไปสนใจวิวข้างทางแทน เริ่มกลับเข้าโหมดสุขของฉันคนเดียวเงียบๆ
เราโชคดีนะคะ ได้นั่งตู้แรกที่ติดกับคนขับ มองเห็นวิวทั้งข้างหน้า และข้างๆ
ฉันชอบบรรยากาศมาก แล้วก็มีหิมะตกลงมาปรอยๆ
มันเล็กมากเหมือนตอนที่เห็นในโอซาก้า
หิมะทำให้เย็นใจขึ้นเยอะ กว่าจะถึงเกียวโตก็เกือบชั่วโมง
พอถึงที่หมายเราก็เดินทางตามหาโรงแรม



ฉันจองที่นี่สองคืนค่ะ Hotel MyStays Kyoto-Shijo
ในรีวิวบอกว่าไม่ไกลจากสถานี แต่เอาเข้าจริงๆฉันคิดว่ามันก็ไกลใช้ได้เลย
เราเดินตามหากันอยูนานกว่าจะเจอค่ะ พอได้ห้องพักก็คิดกันเรื่องตอนกลับ
ปรากฏว่าเราต้องออกกันเช้ามากๆเพื่อให้ทันเครื่องบินกลับเกาหลีรอบเช้า
(เพื่อนฉันเป็นคนจัดการเรื่องนี้) เลยจำเป็นต้องเสาะหาทางกลับไปก่อนเพื่อให้ไม่เสียเวลา
มันต้องออกเช้าก่อนที่สถานีรถไฟท้องถิ่นจะเปิดซะอีก

แบบนั้นเพื่อนของฉันเลยคิดว่าจะเดินไปที่สถานีเกียวโตในตอนเช้ามืดแทนการใช้แท็กซี่
วันที่มาถึงวันแรกเลยต้องเดินดูก่อนว่าใช้เวลานานแค่ไหน
ระยะทาง 2 กิโลกว่าๆเราเกินไปประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ
ต้องขอบคุณอากาศที่ดีขนาดนี้
ฉันคิดไม่ออกจริงๆว่าถ้าอากาศร้อนเหมือนบ้านเราจะเป็นยังไง
 
พอไปถึงที่สถานีเกียวโต เราก็หาร้านกินข้าวกันที่นั้น เดินอยู่นานจนได้ร้าน
とんかつKYK ร้านนี้คนเยอะดี อาหารก็อร่อย
หมูทอดอะไรไม่อมน้ำมันแถมกรอบ หอม อร่อย ขนาดนี้
ฉันว่าอาหารที่นี่ให้เยอะมากแล้วนะ แต่เราก็มีท้องพอจะใส่ของหวานกันต่อได้อีก!
มันคือร้านที่อยู่ข้างๆกันนั้นแหละค่ะ ตอนแรกจะไปร้านอื่น แต่ยอมใจเพราะโมเดลหน้าร้าน
มันน่ากินม๊ากกกอ่ะ ฉันไม่รู้ว่าร้านชื่ออะไร แถมไม่รู้ด้วยว่าขนมแบบนี้ชื่ออะไร
เหมือนรวมมิตรน้ำแข็งใสบ้านเราแบบไฮเอน



เต็มไปด้วยน้ำหวาน โมจิ ชาเขียว ไอติม ท็อปปิ้งถั่วแดง วิปครีม

แต่มันก็อร่อยดีค่ะ ติดแต่ว่าหวานไปมาก แต่พอกินกะชาของร้านมันก็โอเคเลยนะ

อิ่มท้องแล้วก็เดินทาง(ในห้าง)ต่อ เพื่อนของฉันตามหาร้านขายซีดีค่ะ พวกทาว์เวอร์เร็คคอร์ด
เพื่อนของฉัน..เป็นแม่ค้าเคป๊อปเพราะงั้นการเช็คราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญกับเธอ
เราเลยใช้เวลาทั้งวันที่เหลือกับการเช็คราคาและตามหาร้าน ฉันโอเคค่ะกับการเดินตามเพื่อน
เพราะฉันใช้ wifi กับเค้า การหลุดออกจากกลุ่มโดยไม่มี wifi สำหรับฉันคงแย่แน่
หลงแน่ๆ เลยเดินไปเรื่อยๆ และท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆเช่นกัน
ในที่สุดฝนตกก็ตกเปาะแปะ เราเลยเข้าไปหลบกันในห้าง(อีกห้างนึง)

ทำไมห้างเยอะจังเลยล่ะคะ T^T

นั่นล่ะค่ะ เราใช้ชีวิตวันนั้นอยู่แถวสถานี kyoto เข้าห้างนู้นออกห้างนี้จน 4-5 โมง
จากนั้นก็ไปเดินแถวกิออน เดินเข้า ศาลเจ้ายาซากะ เดินลัดเลาะไปทั่ว
โชคดีมากที่ตอนไปมีเทศกาลโคมไฟค่ะ สวยดี แล้วก็มีร้านมาตั้งเหมือนงานวัด
มีทั้งทาโกะยากิ แอปเปิ้ลเชื่อม ปูย่าง โอโคโนะมิยากิ แล้วก็อีกเยอะเลย
สนุกสนานและตื่นตาดีค่ะ เราเดินไปมาจนถึงสองสามทุ่มเลยล่ะ



จากนั้นก็นั่งรถบัสกลับโรงแรม อ้อ..ที่นี่รถติดมากเลยค่ะ
เหมือนเดินทางในกรุงเทพแต่ไม่โหดขนาดนั้น
กลับห้องกินข้าวที่ซื้อมาจากมินิมาร์ทแล้วก็หลับไป(ฉันคนเดียวที่หลับ)
เพื่อนๆของฉันเค้าไม่หลับเพราะติดต่อกับลูกค้าที่ไทยเพื่อปิดออเดอร์
เป็นการทำงานที่ริดรอนเวลาเที่ยว แต่ได้เงินมากโขจนฉันอิจฉาค่ะ
มนุษย์เงินเดือนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างฉันหลับไม่สนโลกตั้งแต่เที่ยงคืน

.

เพราะแบบนั้นเลยตื่นเช้ากว่าทุกคน ฉันตื่นมาแต่งตัว สระผม
แล้วก็ตั้งใจจะไปหามื้อเช้ากินแถวนั้น แต่พอลงไปเดินแล้วก็เพลินค่ะ
ลืมเรื่องที่จะกินไปหมดสิ้น ฉันเดินทะลุตรอกซอกซอยแบบที่ต้องจดจำไปด้วย
ไม่งั้นกลับไม่ถูกคงแย่แน่ พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นเร็วมากค่ะ อากาศ 5 องศา
แต่ก็มีแสงอุ่นๆ บรรยากาศแบบนี้ฉันคิดถึงนกยักษ์เพื่อนรักมาก ถ้าได้เดินดุ่มๆด้วยกันก็คงดี
ฉันเดินชิล ชมบ้านเมือง ถ่ายรูปดอกไม้ใบไม้หน้าบ้านเค้า



ชอบที่เดินไปมุมไหนก็เจอศาลเจ้าอยู่ตลอด และมีอยู่ที่นึงที่ฉันเดินเข้าไปแบบไม่ต้องคิด
เหมือนมีพลังดึงดูดเลยล่ะ มาเปิดกูเกิ้ลดูทีหลังว่าชื่อศาลเจ้า kandaijin ค่ะ



เป็นศาลเจ้าเล็กๆ โล่งๆ มีหมาจิ้งจอกอยู่ข้างๆกันด้วย นอกจากนั้น
ยังมีดอกบ๊วยที่บานอยู่เต็มต้น 3-4 ต้น มีดอกซึบากิสีแดงสดแอบอยู่ไกลๆด้วย
มันเงียบมากเลยค่ะ คนไม่มีเลย ฉันคิดว่ามันคงเป็นทางเดินผ่านไปไหนซักที่
ฉันเห็นคนเดินผ่านแค่สองคน อารมณ์แบบแวะไหว้ แล้วเดินไปทำงานต่อ

ฉันเลยเดินเข้าไปขอพรบ้าง โยนเหรียญเล็กๆน้อยๆลงไปและใส่คำอธิฐานในใจดังๆ

"ขอให้ได้กลับมาญี่ปุ่นอีกเร็วๆนะคะ มาอีกบ่อยๆด้วย ที่จริง..หนูอยากมาอยู่เลยล่ะค่ะ"

เป็นคำขอเล็กๆที่โลภมากขึ้นเรื่อยๆนะคะ 555
แต่ก็แปลกดีที่หลังจากกลับมาไทยแล้วก็ยังคงฝันถึงอยู่บ่อยๆ
ล่าสุดฝันตอนที่กลับมาจากญี่ปุ่นแล้ว 1 อาทิตย์พอลืมตาตื่นก็ดูเหมือนพรที่ขอไว้จะเป็นจริง
เป็นความลับที่ยังไม่บอกใครแม้แต่แม่ตัวเอง
มีข้อความชวนกลับไปญี่ปุ่นค่ะ เป็นข้อความจากพี่ผู้เป็นเจ้าของร้านกาแฟที่สนิทกัน
ถามง่ายๆว่าน้องอยากไปกับพี่มั้ย และฉันก็ตอบไปง่ายๆว่า "ไปสิคะ" โดยไม่ดูเงินในกระเป๋า

ผู้หญิงที่มีเงินในกระเป๋า 4000 บาทและไม่มีเก็บมากไปกว่านี้ตอบตกลงไปอย่างไม่คิด
เงินเดือนทั้งเดือนนั้นของฉันยกให้แอร์เอเชียไปเรียบร้อยแล้วค่ะ
ตอนนี้เลยจนกรอบและห้ามกระดิกตัว ไหนจะพ็อกเกตมันนี่อีกล่ะ T^T

แต่เอาเถอะค่ะ ฉันคงไหวเพื่อความสุขในอนาคต
สรุปว่ามีนาคมปีหน้า 12 วันที่ฉันจะกลับไป และจะกลับมาเขียนเรื่องอีกรอบนึงนะคะ >w<


เอาล่ะ..ควรกลับมาสู่เกียวโตต่อสินะ

พอฉันเดินเล่นจนฉ่ำใจก็เดินกลับไปที่โรงแรมเพื่อเช็คดูว่าเพื่อนๆตื่นรึยัง
ดีที่แต่งตัวเสร็จกันแล้ว พร้อมออกเดินทางค่ะ วันนั้นเริ่มต้นกันที่วัดน้ำใส
คนเยอะมากๆ ทั้งเด็กนักเรียนและนักท่องเที่ยว ฉันชอบทางเดินขึ้นมากเลย
ทั้งเดินคนเดียว และเดินกับเพื่อนแบบห่างๆ



สรุปแล้วก็เดินคนเดยวไปพักใหญ่ จนกว่าจะถึงเวลากลับนู้นแหละค่ะ
เราใช้เวลา 2 ชั่วโมงที่นั้น จากนั้นก็ฉันก็ขอร้องให้เราไปที่ฟูชิมิอินาริ
ฉันชอบศาลเจ้าค่ะ ดูไสยศาสตร์ดี 555 แถมที่นี่สีสวยมากกกเลย
แม้แต่ป้ายที่เป็นแผนที่ยังใช้สีได้สวยงามมากๆเลยค่ะ
เราอยู่ที่นี่ไม่นานนัก น่าจะประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ
ก่อนที่จะเดินออกไปหาร้านข้าวหน้าปลาไหลย่างกินกัน
เค้าว่าเปิดมาแล้ว 450 ปีเชียวนะ มันก็ต้องลองกันซักหน่อย
ราคาแพงเชียวจานละตั้ง 600 กว่าบาทไทยค่ะ นี่กินไปน้ำตาไหลไปเลยนะคะ T^T
อร่อยดีค่ะ แต่ก็ไม่ว๊าววว ขนาดนั้นอ่ะ หรือเป็นเพราะราคาเลยทำให้ฉันไม่อร่อยกันนะ? ฮ้าๆ



จากนั้นก็ไปวัดคินคะคุจิค่ะ เดินอยู่ประมาณชั่วโมง ส่วนตัวแล้วฉันไม่อินกับที่นี่เท่าไหร่แฮะ
เพราะคนเยอะด้วยมั้งคะ หรือเพราะรวมๆแล้วไม่ชอบเข้าวัด แต่ชอบเข้าศาลเจ้าก็ไม่รู้
แต่เพื่อนๆก็ดูชอบกันมาก หลังจากออกจากวัดทอง เราอยากไปที่อาราชิยาม่าแต่ดูแล้วคงไม่ทัน
แสงจะหมดแล้วค่ะ ไปแล้วก็คงอยู่ได้แป๊ปเดียว แบบนั้นก็เลยเดินทางกลับไปเดิน..
 
ใช่ค่ะ เดินห้าง(อีกแล้ววว!)

ฉันไม่รู้ว่าแถวนั้นเรียกว่าอะไรค่ะ

น่าจะเป็นย่านชินเคียวโกคุ เพื่อนฉันก็มาเพื่อซื้อของค่ะ ฉันเดินเล่นตามเพื่อนอยู่ห่างๆ
แล้วพอตอนจะกลับก็เกิดอาการหลงทางขึ้นมา ='= เราไม่รู้ว่าจะต้องนั่งรถเมล์จากฟากไหนเพื่อนกลับโรงแรมค่ะ
พอยื่นนามบัตรโรงแรมถามคนญี่ปุ่น เค้าก็บอกกันคนละทางทั้งสามคนค่ะ!
พวกเราเลยตัดสินใจหาอะไรกินก่อน แวะเข้าร้านซูชิในตรอกแห่งนึง
ที่เขียนไว้ว่ามีเมนู ENG เป็นที่วางใจได้ว่าเราจะสั่งถูก เข้าไปกินด้วยความหิวและหลงทาง
อร่อยมาก และแพงมาก 555 น้ำตาไหลอีกแล้วค่ะ



พอกินกันเสร็จก็ออกนอกร้าน เลิกถามคนอื่นแล้ว เปิดกูเกิ้ลช่วยเหลือ และพอดูระยะทางก็ดูไม่ไกลนัก
เลยเดินค่ะ..เดินกลับโรงแรมตอนดึกเกือบ 2 กิโล เดินกันไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ต้องรีบอาบน้ำและหลับเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินไปสถานีเกียวโตอีก 2 กิโลกว่าๆ!


เราออกจากโรงแรมตี 4 ค่ะ ลากกระเป๋าอย่างกะเดินทางไกล
นี่เป็นเรื่องที่รู้สึกผิดมากจนถึงวันนี้ ฉันรู้สึกว่ามันรบกวนชาวบ้านมาก
เป็นเวลาหลับไง! ระยะทางที่เราเดินไป น่าจะปลุกคนละแวกนั้นไปมากโขเลยล่ะ
ต้องขอโทษด้วยจริงๆ และฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วค่ะ
เรามาถึงสถานีเช้ามาก เพื่อรอฮารุกะขบวนแรกที่จะพาเรายิงยาวไปที่สนามบันคันไซ
เวลาที่ฉันจะอยู่ที่นี่ลดลงไปทุกนาที ถึงจะง่วงมากแต่ก็ไม่ยอมหลับตาเลยล่ะ
ดูวิวข้างทางแล้วอยากร้องไห้ มันสั้นเกินไป ฉันมาญี่ปุ่นแค่ 5 วันเอง
แถมยังเก็บตังค์แทบตายกว่าจะมาถึง..

ตอนนั้นยังไม่มีวี่แววว่าตัวเองจะได้มาอีกเมื่อไหร่
กลายเป็นความดราม่าในใจระดับชาติเลยนะคะ

แล้วพอมาถึงสนามบินก็ปรี่ไปหาที่เช็คอิน
ปรากฏว่าเพื่อนดูเวลาผิดค่ะ ดูเวลาเร็วไป..เราเลยต้องรอเช็คอินที่สนามบินอีกประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ
ตอนนั้นอยากจะกรี๊ดมากกกก คือถ้าเป็นเราต้องโดนมันด่าไม่มีชิ้นดีแหงๆ
พวกเราเลยลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่าง เป็นข้าวเช้าเศร้าๆ กร่อยๆ ง่วงๆ
มันอร่อยค่ะ ฉันกินเยอะมาก เพราะเศร้ามาก ฮ้าๆ

จากนั้นก็ถึงเวลาโบกมือลาญี่ปุ่น ฉันไม่มองอะไรอีก พอขึ้นเครื่องก็ปล่อยให้ตัวเองหลับยาวๆไปจนถึงเกาหลี
พอตื่นขึ้นมา..ก็เหมือนกับว่าฝันไปเลยน้า
.
 
.
 
 
แล้วคราวหน้าจะมาเขียนตอนเที่ยวโซลนะคะ


Comment

Comment:

Tweet

คาปิบาร่า...
แม้เวลาที่อยู่ญี่ปุ่นจะสั้นไปหน่อย และอาจจะไม่มีมนตร์ขลังเท่าที่ใจอยากให้เป็น... แต่เธอก็กำลังจะได้ไปแล้ว... ปีหน้าเลยทีเดียว... ดีใจด้วยนะจ๊ะ...
มันสุดยอดมากกับการจองตั๋วข้ามปีของเธอ...
เธอเก่งมากๆ ฉันไม่กล้าทำแบบเธอ เพราะไม่รู้ปีหน้าจะไปอยู่ตรงไหน เผื่อแต่งงงแต่งงานไปอยู่เมืองนอกล่ะ ทำไง... (เพี้ยนเนาะ)
สำหรับฉันจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าหนึ่งเดือนก็เก่งมากๆแล้ว ที่ทำประจำคือไม่เกินหนึ่งอาทิตย์จ้ะ
คาปิ... ฉันมีชุดจะใส่ไปคอสเพลย์กะเธอที่ญี่ปุ่นแล้วนะ
แบบพร้อมแล้ว...
ฉันขออวยพรและอธิษฐานต่อพระเจ้าให้คาปิได้สามีต่างชาติดีๆรวยๆที่บังเอิญ ต้องไปทำงานและอยู่ที่ญี่ปุ่นนะจ๊ะ เธอจะได้ฟินที่สุด...
รอคอยการไปเที่ยวกับเธอนะ
นกยักษ์
อะไรไม่ดีในการเดินทางก็ลืมๆมันไป จำไว้แต่โมเมนต์ที่น่ารักเนอะ

#5 By in the mood for love on 2015-07-05 22:26

ปกติอยากไปเที่ยวเกียวโตอยู่แล้ว ยิ่งได้มาอ่านนี้ยิ่งทำให้อยากไปมากขึ้นอีกโขเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ 

#4 By Ziggy07 on 2015-06-08 20:43

อ่านแล้วอยากแบกเป้ สะพายกล้องไปตะลุยโลก
ยิ่งเวลาเจอเรื่องอะไรที่ทำให้ฟุ้งซ่านมากๆ เอาตัวเองออกไปผจญภัยจะเป็นอะไรที่สนุกมากเลยนะ

#3 By winter-moonlight on 2015-05-25 15:13

ถ้าจะไปเที่ยวจะขอคำแนะนำนะคะ

#2 By fhilipda on 2015-05-21 01:32

เที่ยวคุ้มเลยค่ะ surprised smile Hot! Hot! Hot!

#1 By BPPBPP8 on 2015-05-19 16:20

• • L a d y * S l e e p y • • View my profile

Recommend