คาปิบาร่ากลับบ้าน❶

posted on 07 Apr 2015 23:33 by ladysleepy

ฉันชอบเลข 8 มากเป็นชีวิตจิตใจเลยล่ะ

แถมชีวิตก็พัวพันด้วยเลข 8 มาโดยตลอดด้วย
ปีนี้ครบ 28 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญที่สุดเกิดขึ้นหนึ่งอย่าง
นั้นก็คือการทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงซักที

ญี่ ปุ่น คงเป็นความฝันของใครหลายคนใช่มั้ย ฉันเป็นหนึ่งในนั้นนะ
แถมเป็นฝันยาวนานมาตั้งแต่ม.ต้น ถึงขั้นเก็บตังค์หยอดกระปุกมานานแสนนาน
(และแคะออกไปเรื่อยๆเพราะเอาไปซื้อ CD เพลงของคุณแป๋วซะหมด! ='=)
ความจริงแล้ว ฉันต้องมากับฮิมาวาริ เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันค่ะ
เราฝันจะไปด้วยกันมานานมาก มันคงสนุกมากที่ได้ไปกับคนที่รู้ใจ
แต่ว่า..จนถึงตอนนี้แล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าเขายังอยากมากับฉันอยู่รึเปล่าน่ะสิ
ยังไงก็ตาม ฉันได้ทำให้มันเกิดขึ้นแล้ว เป็นของขวัญให้ชีวิตของตัวเอง
ในปีนี้... ปีที่ 28 ที่เท้าได้แตะพื้นประเทศญี่ปุ่นของจริงซักที

คงไม่ต้องบอกใช่มั้ย ว่าใจเต้นแรงแค่ไหน
เหมือนมารอเจอคนที่แอบชอบ อืม..ใจพร้อมจะหลุดออกมากองตรงหน้าเลยนะ 555
 
ฉันจำได้ว่าเราตื่นกันเช้ามืดของวันที่ 9 มีนา
เป็นวันที่เกาหลีอากาศหนาวมาก อุณหภูมิติดลบไปเยอะ
หนาวที่สุดในรอบสิบกว่าวันที่เรามาเที่ยว แต่ฉันก็ตื่นมาอย่างแจ่มใส
..โอเค มันงัวเงียนิดหน่อย ไม่ง่วงมากนัก แต่ก็ผิดวิสัยการตื่นปกติไปมาก
ฉันลากกระเป๋ามารอรถบัสเพื่อไปที่อินชอน ทุกอย่างนิ่งแล้วก็เงียบ
รออยู่เกือบ 1 ชั่วโมงกว่าบัสจะมา ฉันหลับตลอดทางที่ไปสนามบิน
เราเดินทางด้วยสายการบิน Estar Jet  ด้วยที่นั่งเล็กๆ
ทั้งลำเต็มไปด้วยคนเกาหลีและญี่ปุ่น น่าจะครึ่งๆทีเดียว

พวกเราสามคนถึงที่สนามบินคันไซตอนใกล้เที่ยง ลุ้นว่าตม.จะให้ผ่านได้ง่ายๆมั้ยนะ
ในที่สุดก็สแกนนิ้วโดยไม่มีคำถามใดๆจากคุณตม.ที่น่ารัก
ผ่านมาได้ทั้งสามคนสบายๆแต่สุดท้ายก็โดยตรวจค้นที่ Custom อยู่ดี
เนื่องจากว่าเพื่อนอีกสองคนดันเขียนใบ Custom Declaration ที่เป็นของเกาหลี
และฉันเขียนในใบที่มีแต่ภาษาอังกฤษ เค้าถามว่ามาด้วยกันเหรอ?
แล้วก็ทำไมถึงเขียนในใบเกาหลีล่ะ อ่านออกเหรอ? บลาๆ สุดท้ายก็ค้นกระเป๋า ค้นตัว
มันโอเคมากนะ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจที่จะมาเทียวอย่างเดียว
ฉันไม่มีปัญหาเลย เค้าให้ทำอะไรก็ทำ ยิ้มสวยๆ
สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ผญ น่ารักมาก รู้สึกถูกชะตาจนอยากเป็นเพื่อนด้วย
แต่สถานะการณ์ตอนนั้น ถ้าทำอะไรแบบนั้นก็ดูแปลกประหลาดใช่มั้ยล่ะ 555
ฉันน่ะ ระหว่างที่เข้าห้องไปตรวจตัวเสร็จก็มีการชี้ไปที่โปสเตอร์หมาที่แปะอยู่แถวนั้น
แล้วบอกว่า อ๊ะ น่ารักจังง คาวาอิ (ปกติเวลาเจออะไรหมาๆจะเก็บอาการไม่ได้)
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วก็ถามว่าชอบหมาเหรอ? ฉันก็ อื้อๆๆ ถ้าเป็นหมาก็คงเห็นว่ากระดิกหางรัวๆแล้วอ่ะ
ฉันว่าเค้าต้องชอบหมาแน่เลย คนที่ชอบอย่างเดียวกันจะดูอะไรอย่างงี้ออกนะ

พอตรวจเช็คเสร็จ เค้าก็ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาแล้วก็อวยพรให้สนุกกับญี่ปุ่นครั้งแรกด้วย

นั้นล่ะ...จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่ JR เพื่อแลกบัตรฮารุกะเข้าโอซาก้า ทุกอย่างดูง่ายดายไปหมด
เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างแท้จริงเลย ถึงคนจะเยอะแต่ก็ไม่เสียเวลานานด้วย
พอได้บัตรก็จ่ายเงิน ลงบันไดเลื่อนไปรอ ฮ า รุ ก ะ อีก 20 นาที
ระหว่างนั้นก็ท่องไปด้วย ชิดขวานะชิดขวาไว้นะแก
ฉันระวังเรื่องมารยาทมากเลยนะ เพราะไม่อยากให้คนญี่ปุ่นมองด้วยสายตาตำหนิน่ะ ='=

พอรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากชานชลา ใจฉันก็เริ่มเต้นตึกตักอีกครั้ง

ญี่ปุ่นวันนั้นเป็นสีเดียวกับซีรี่ส์ที่เคยดูเลย
ท้องฟ้าสีเทา เมฆมาก ฝนตกเปาะแปะ ถึงเพื่อนร่วมทริปจะบ่นอิดออด
แต่มันเป็นความสุขใจที่ฉันไม่สามารถบอกออกไปได้ว่าชอบฝนขนาดไหน
แล้วก็..ถ้าตกลงมาประมาณนี้ ฉันขอเข้าข้างตัวเอง ว่าฝนชุดนี้ตกมาต้อนรับกันแน่ๆ

ก็คาปิบาร่ากลับบ้านทั้งทีนี่นา...

ฉันน่ะ มองวิวข้างทางอย่างตื่นเต้น ไม่ง่วงเลยซักนิดเดียว
มองบ้านช่องเค้า ต้นไม้ที่ปลูกหน้าบ้าน ต้นส้ม ต้นบ๊วย
กรี๊ดอยู่ในใจตั้งนานแน่ะ 5555



เข้าใจว่าคงกลั้นยิ้มไม่อยู่แล้วก็ยิ้มมันแบบนั้นโดยไม่แคร์คนจีนข้างๆ
จนกว่าจะถึงสถานี Tennoji นั้นแหละ เราเปลี่ยนสายเพื่อที่จะไปลงที่ shinimamiya
แม้จะดูงงๆแต่ก็ถามคนแถวนั้นได้ว่าต้องไปสายไหน สีอะไร สุดท้ายก็มาถึงสถานีปลายทางจนได้
ระหว่างที่รถไฟวิ่งมา จะเห็นตึกสีดำๆเขียนว่า Hotel Raizan ด้วยตัวหนังสือสีขาว



เราหอบของลงมา ยื่นตั๋วฮารุกะให้เจ้าหน้าที่ดูอีกครั้ง แล้วบอกว่าจะไปที่ รร.
ทั้งๆที่โรงแรมอยู่ข้างหลังนั้นเองนะ เห็นตกเลยด้วย ไม่หลงแน่ๆ
ถึงอย่างงั้นเค้าก็หยิบแผนที่ออกมาแล้ววงกลมให้ว่าจะต้องเดินไปทางไหน
แจกให้เลยคนละใบ คือ...ใส่ใจมากๆ หลงรักจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วนะคะประเทศนี้

เดินไปไม่ไกลเลยไม่ถึง 5 นาทีเราก็ได้ห้องพักที่จองไว้ ฉันเลือกแบบฟูกนอนแหละ
เพื่อนร่วมทริปบ่นนิดหน่อยเพราะบอกว่าอาจจะปวดหลัง
เอาน่า..มาทั้งทีก็ขอนอนฟูกแบบญี่ปุ่นบ้างเถอะ
ชั้นที่อยู่เป็นชั้นผู้หญิงค่ะ ห้องน้ำรวมมีทุกชั้น แต่ห้องอาบน้ำทั้งโรงแรมมีอยู่สองห้องนะจ๊ะ
ให้บริการอยู่ชั้นล่าง หรือใครอยากแช่ออนเซนที่นี่ก็มีให้ อาบได้แช่ได้ตามสะดวกเลย



ระหว่างนั้นฝนตกลงมาเรื่อยๆ จนถึงหนักมาก ก็ยังดีนะที่ถึงที่พักแล้ว
ใกล้ๆมีห้างดองกี้ที่เดินไปแป๊ปเดียวถึง มองจากหน้าต่างห้องแล้วช่างล่อใจอย่างที่สุด
เรานอนรอเวลา เพื่อนหลับไปแล้ว อีกคนเล่นอินเตอร์เนต
มีแต่ฉันเท่านั้นที่นอนลืมตามองเพดาน ฟังเสียงฝนที่ตกกระทบหน้าต่างดังขึ้นเรื่อยๆ
ฉันไม่กังวลอะไรเลย..ไม่รู้สึกว่ากังวลว่าจะไม่ได้เที่ยว หรือเสียดายเวลาเลยซักนิด

พอใกล้ 4 โมงเย็นฝนก็เริ่มซาลง เราตัดสินใจไปในสิ่งที่ล่อตาที่สุดก่อน
เสียเวลาในดองกี้นานมาก รอฝนหยุดด้วย เดินดูของที่จำเป็นด้วย
ฉันเดินไปทั่วเลย ตื่นตาตื่นใจกับของน่ารักๆเต็มไปหมด เข้าไปโซนขายของผู้ใหญ่ด้วย
ต้องอภัยที่ทำให้หนุ่มญี่ปุ่นในนั้นตกใจและค่อยๆเดินหนีฉันออกมาทีละคนสองคน

คาปิบาร่าขอโทษ..ก็แค่อยากสำรวจดูให้หมดเท่านั้นเองนะคะ

มีแค่ผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในนั้น เป็นผู้ชายที่ซื้อโลชั่นและดิลโด้
สาววายอย่างฉันได้แต่คิดแล้วก็สงสัย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เดินตามเค้าไปแบบเนียนๆแล้ว
มาดูเค้าจ่ายตังค์ค่ะ ชายหนุ่มต่อคิวถัดจากคุณป้าที่ซื้อผักซื้อปลา
ทุกอย่างปกติมาก อารมณ์เหมือนมาซื้อถุงเท้าแล้วเดินจากไป

โอโห้...คาปิบาร่าชอบมากๆจุดนี้



เดินเดินเดิน...ต่อไป
โซนขนม โซนของสด...เห็นลายเนื้อและราคาแล้วอยากร้องกรี๊ด
น่ากินมากด้วยประการทั้งปวง แถมยังถูกมากอีกด้วย
และสุดท้ายชีวิตคาปิบาร่าขี้เมาก็ไปจบลงที่โซนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มันเป็นโซนที่สดใส ฟรุ้งฟริ้ง กิ๊งกั๊งมาก
เหล้าบ๊วย เบียร์ เหล้าซากุระ ไวน์ แชมเปญ ทุกอย่างเลย
ดีไปหมดเลย
 
กว่าจะออกจากดองกี้ได้ก็ปาเข้าไป 2 ทุ่ม เราเดินไปย่านชินเซไก
เพื่อหาอาหารเย็น ฝนยังตกอยู่ เดินถือร่มแล้วก็ได้บรรยากาศชื้นแฉะอีกแบบ
ร้านแนวอิซากายะแถวนั้นเต็มไปด้วยมนุษย์เงินเดือน เบียร์และควันบุหรี่
ถึงฝนจะตก แต่แสงสีของร้านที่เปิดอยู่ก็ทำให้มีกำลังใจก้าวเดินไปเรื่อยๆ
ที่นี่แต่งร้านสวยมาก และเพราะฝนตก ก็เลยมีแอ่งน้ำที่สะท้อนไฟสวยๆพวกนั้นเต็มไปหมด
อ่า.. ชีวิตระยิบระยับได้อีก!




เราเลือกเข้าร้านที่ควันบุหรี่น้อยที่สุดเพราะเพื่อนๆขอ
เป็นร้านที่มีเมนูแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ เราสั่งคุชิคัตสึไปหนึ่งเซ็ท
ปลาหมึกย่าง และก่อนหน้านั้นไปกินทาโกยากิมาแล้ว ลืมเล่า ='=

ในร้านนั้นฉันสั่งเหล้าบ๊วยออนเดอะร็อค
มัน..สุดแสนจะฟินเลยล่ะ
ฉันเลิกสนใจไปแล้วว่าเพื่อนๆพูดเรื่องอะไรกันอยู่
ตอนนั้น ที่ร้านเปิดวิทยุแล้วก็เป็นเพลง sakura ของโมริยาม่า นาโอทาโร่
มันเหมือนตัวเองถูกดูดไปอยู่ในซีรีส์เรื่องหนึ่งเลยอ่ะ
ฉันดื่มด่ำกับบรรยากาศตอนนั้นให้ได้มากที่สุดเลยนะ
คงเป็นภาพที่จำได้ไม่ลืม เพลงดี..อาหารดี เหล้าบ๊วยอยู่ตรงหน้าแล้ว
และข้างนอกนั่น..ฝนก็ตกเปาะแปะไม่ขาดสาย

พอกินเสร็จเราก็ออกจากร้าน มุ่งหน้าไปมินิมาร์ทแถวโรงแรม
ซื้อขนมตุนเผื่อหิวยามดึก ฉันได้ไอติมโมจิซากุระติดมือมาพร้อมกับสปาร์คกลิ้งกลิ่นพีช
มันอร่อยมากกกอย่างไม่น่าเชื่อ นุ่มนิ่ม ไม่หวาน ละมุนมาก รสชาติที่หลงรัก
ตอนดึกๆฉันก็ลงไปอาบน้ำที่ห้องชาวเวอร์และตั้งใจจะแช่ออนเซ็นครั้งแรกวันพรุ่งนี้



คืนวันที่ 9 จบลงอย่างเรียบง่าย ฝนตกไม่ขาดสาย ลมหนาวพัดปะทะหน้าต่าง
พอเปิดดูก็เจอไอร้อนพวยพุ่งจาก spa world ที่อยู่ไม่ไกล
บรรยากาศดีมากเกินบรรยาย
 
นาทีนั้น..ฉันมีความสุขมากเลยน้า

.
 
.
 
พรุ่งนี้จะมาเขียนต่อค่ะ


ps.การเดินทางครั้งแรกก่อนมามีเรื่องกังวลเต็มไปหมด
แต่ไปอ่านบล็อคคุณพี่คนนี้มา >> http://www.somchartlee.com
สุดแสนจะละเอียด เรื่องการเดินทางต่างๆหรือไกด์ไลน์ในการเที่ยวตามก็มีทุกอย่างในนั้น
ขอบคุณพี่มากๆนะคะที่ตอบทุกคำถาม เลยทำให้เดินทางครั้งนี้สะดวกมาก
ตั้งแต่ออกจากสนามบินมาโรงแรมและเที่ยวรอบเมืองโดยใช้แต่ IC Card
ถึงจะหลงนิดหน่อย(ตอนนั่งรถบัสในเกียวโต โอซาก้าไม่หลงเลยนะเธอว์)แต่ก็สนุกมากเลยค่ะ ฮ้าๆ




Comment

Comment:

Tweet

รอติดตามตอนต่อไปนะคะ Hot! Hot!

#3 By BPPBPP8 on 2015-04-08 14:03

กรี๊ดวี้ดอ่านแล้วมันวี้ดว้าย
ถึงญี่ปุ่นของแต่ละคนจะต่างกัน
แต่ว่าญี่ปุ่นไปแล้ว เหมือนกลับบ้าน เหมือนใจเต้นตึกตักนี่มันใช่เลย
ชอบตรงที่เธอฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้งเป็นประกายได้กับทุกโอกาส...
อยากอ่านตอนต่อเร็วๆจัง
เธอเป็นนักเขียนที่ฉันรอติดตามอ่านผลงานเสมอ
นกไม่ได้ไปด้วยแต่ก็รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในบาร์ตรงนั้นกับเธอนะจ๊ะ >_<

#2 By in the mood for love on 2015-04-08 11:29

Hot! Hot!  อยากไปด้วยจัง

#1 By MapleTree on 2015-04-08 07:35

• • L a d y * S l e e p y • • View my profile

Recommend